3 ขั้นตอนง่ายๆ เปลี่ยน Router ให้เป็น Access Point ไม่ง้อ Bridge Mode

จากคราวที่แล้วได้แนะนำการเปลี่ยน Router ให้ทำงานแบบ Access Point เพื่อเอาไปขยายสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือ WiFi ไปยังจุดต่างๆ ที่ไกลออกไป โดยเดินสายแลนไปปล่อยสัญญาณเพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการใช้งาน แต่ก็เข้าใจอีกเช่นกันว่าบางครั้ง Router ที่ใช้งานก็ดันไม่มี Bridge Mode มาให้ โดยเฉพาะเราเตอร์รุ่นเก่าอย่าง WRT54GL ที่ใช้งานใช้ทน ใช้กันไม่พังสักที วิธีการนี้ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน

001

WRT54GL ไม่มี Bridge Mode ให้ใช้นะ ถ้าไม่ใช้ DD-WRT

หัวใจสำหรับที่ทำให้ Router ต่างจาก Access Point หลักๆ เลยก็คือวงจรการเชื่อมต่อว่าพอร์ตใดจะให้อยู่ในวงเดียวกันและพอร์ตไหนจะแบ่งแยกวงแลนออกไป นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ IP Address ของตัวเราเตอร์เอง และระบบการแจกไอพีหรือที่เรียกว่า DHCP Server ซึ่งเจ้า DHCP Server นี้จะมีเฉพาะใน Router เท่านั้น ส่วนที่เหลือนอกนั้นจะทำงานคล้ายกันจนแทบจะเหมือนกันเลย

เอาล่ะ เมื่อเข้าใจการทำงานคร่าวๆ แล้ว เราต้องการปรับแต่งการใช้งานของ Router ให้กลายเป็น Access Point กันด้วยวิธีการปรับแต่งเอง … ไม่ยากครับ

002

1. ตั้งค่า IP Address ของตัว Router ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญในการใช้งานและตั้งค่า โดย Router ทั่วไปเกือบทั้งหมดในท้องตลาดจะมี IP Address ตั้งต้นที่ 192.168.1.1 ด้วยกันทั้งนั้น นั่นแปลว่าถ้าคุณเสียบสาย Router สองตัวเข้าหากันในวงแลนเดียวกัน (ผ่านพอร์ตแลนของ Router) มันจะชนกันแน่นอน และปัญหาจะเกิด ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องกำหนดค่า IP Address ให้มันใหม่ โดยไม่ชนกัน

โชคร้ายที่ Router ไม่สามารถรับค่า IP Address จาก Router ตัวอื่นได้ (ยกเว้นตั้งค่าแบบ Bridge Mode) ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องตั้งค่าเอง โดยค่า IP ใหม่นี้ ควรจะต้องอ้างอิงกับระบบแจก IP ของ Router ตัวหลักที่เราใช้งาน เช่น Router ของ ISP ที่ให้มา หรือตัวที่เราใช้งานเป็นหลักในบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้ไปปรับค่าอะไรจะมีค่าเป็น 192.168.1.xxx โดย xxx คือตัวเลข 2-254 ซึ่งอาจจะถูกตั้งค่าให้จ่ายทั้งหมด หรือจ่ายแค่บางช่วงก็ได้ แล้วแต่รุ่น เช่น EA7500 หรือ Router ของ Linksys ส่วนใหญ่จะจ่าย IP ตั้งแต่ 100-149 ดังนั้นช่วงที่ว่างอยู่คือ 2-99 และ 150-254 ที่สามารถนำมาตั้งใน Router ตัวที่ต้องการเปลี่ยนเป็น Access Point แทน

หรือถ้าคิดไม่ออกให้เปลี่ยนเป็น 192.168.1.251 จะมีความเสี่ยงที่จะชนน้อยมาก หรือถ้ามี Access Point หลายตัว ก็ตั้งเป็น 252, 253 และ 254 ต่อไป ตามลำดับ แต่ควรจะจดเอาไว้ด้วยว่าเราตั้งค่า IP อะไร ให้กับอุปกรณ์ตัวไหนไปบ้างแล้วเพื่อความสะดวก และปลอดภัยในอนาคต หามีอุปกรณ์เพิ่ม

003

2. เรื่องยากผ่านพ้นไป ขั้น 2 นี้ง่ายๆ เลยครับ หาหัวข้อ DHCP Server ให้เจอ แล้วปิดการทำงาน โดยการเอาเครื่องหมายถึงที่หัวข้อ Enable ออก หรือเลือกเป็น Disable แล้วแต่รุ่นของอุปกรณ์

20170719_110025

3. ขั้นสุดท้ายคือการเสียบสายแลน จากเดิมที่เราคุ้นเคยกับการเสียบเข้าพอร์ต Internet หรือ WAN ของ Router ให้ย้ายมาที่พอร์ต LAN หมายเลย 1-4 (พอร์ตใดก็ได้) ซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องทำเป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังจากที่เราตั้งค่า IP Address เสร็จแล้วนะครับ

เพียงเท่านี้ Router ตัวเก่า (หรือใหม่ก็ได้) ของคุณก็จะกลายเป็น Access Point แล้ว โดยคุณสามารถเข้าไปตั้งค่า Wireless ของ Router เพื่อตั้งชื่อและรหัสผ่านได้ตามปกติ หรือจะตั้งค่าก่อนที่จะเริ่มขั้นตอนที่กล่าวมาก็ได้เช่นเดียวกัน

*คำเตือน 1 : ก่อนการตั้งค่าตามที่แนะนำมานี้ ควรทำการ Reset อุปกรณ์เพื่อให้การตั้งค่ากลับไปเป็นค่าเริ่มต้นก่อน เพื่อจะได้ทำตามขั้นตอนได้อย่างราบรื่น

**คำเตือน 2 : หลังจากขั้นตอนการเปลี่ยน IP Address ของตัว Router แล้ว หากกด Apply หรือ Save Setting ทันที จะส่งผลให้ IP ของ Router เปลี่ยน และจะไม่สามารถเข้าหน้าการตั้งค่าได้ ไม่ต้องตกใจ สามารถแก้ไขโดยการแก้ช่อง URL ของ Browser ให้เป็น IP ใหม่ที่เราตั้งก็จะสามารถเข้าไปตั้งค่าต่อได้แล้ว