เปลี่ยน Router ให้ทำงานแบบ Access Point ง่ายๆ ด้วย Bridge Mode

ปัญหาอย่างหนึ่งสำหรับผู้ใช้งานตามบ้านที่อาจจะมีบ้านขนาดใหญ่ หรือมีโครงสร้างซับซ้อน จนสัญญาณ WiFi ไม่สามารถกระจายไปด้วยทั่วถึงทุกจุดภายในบ้าน จะใช้ Repeater ก็กลัวสัญญาณจะไม่ดี จะใน Powerline ก็ความเร็วไม่เป็นที่น่าพอใจ ทางออกสุดท้ายคือการเพิ่มจุด WiFi เข้าไปในส่วนที่สัญญาณอ่อน ซึ่งเราเรียกอุปกรณ์ตัวนี้ว่า Access Point

รับรองรองว่าถ้าคุณไปถามหา Access Point ในท้องตลาด จะต้องเป็นเรื่องที่ลำบาก เพราะไม่ค่อยมีใครทำอุปกรณ์ประเภทนี้ออกมาแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็น Wireless Router ไปเลย หรือถ้าเจอ Access Point ก็จะมีราคาแพงมาก เนื่องจากเป็นรุ่นที่ใช้ในธุรกิจแทน ไม่คุ้มค่ากับการใช้งานตามบ้าน

ทางออกที่ดีที่สุดที่ทุกคนแนะนำคือซื้อ Wireless Router ไปนั่นแหละ เพราะมันสามารถทำงานเป็น Access Point ได้เช่นเดียวกัน เพราะเป็นหนึ่งในฟังก์ชันย่อยของ Router อยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ว่าเสียบปลั๊กแล้วจะใช้งานได้เลย หากแต่จำเป็นจะต้องมีการตั้งค่าให้ถูกต้องด้วย ซึ่งการเปลี่ยน Wireless Router เป็น Access Point นั้นจะรองรับการทำ Bridge Mode ด้วยเช่นกัน

20170629_100154_resize

Router ที่เราใช้ในครั้งนี้คือ Linksys EA7500

ตามปกติ Router จะรับสัญญาณจากสาย LAN เข้ามาทางพอร์ต Internet ของตัวเครื่อง แล้วนำมากระจายต่อในแลนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งทำให้อุปกรณ์ทุกๆ เครื่องที่เชื่อมต่ออยู่กับ Router ได้รับ IP Address และสามารถเล่นอินเทอร์เน็ตได้ ส่วน Bridge Mode นั้นจะเป็นการปรับให้เราเตอร์รับสัญญาณจากพอร์ต Internet เหมือนเดิม แต่ส่งต่อไปยังพอร์ต LAN และ Wireless โดยตรงเลย ซึ่งทำให้ทุกๆ เครื่องที่เชื่อมต่อกับมันจะข้ามไปคุยกับ Router หลักที่ใช้ หรือ Gateway ภายในบ้านโดยตรงแทน และตัวมันจะทำหน้าที่เป็นแค่สะพาน (Bridge) เชื่อมระหว่าง Wireless และ LAN เข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายเดียวกันเหมือนเป็น Access Point นั่นเอง

20170629_100419_resize

การทำ Bridge Mode นั้นต้องต่อสาย LAN ผ่านเข้ามาทางพอร์ต Internet

การตั้งค่า Bridge Mode ใน Router

1. เปิดบราวเซอร์ในคอมพิวเตอร์ หรือในสมาร์ทโฟนขึ้นมา แล้วพิมพ์ในช่อง URL ด้วย linksyssmartwifi.com หรือหมายเลข IP Address เช่น 192.168.1.1 (ถ้าคุณยังไม่ได้เปลี่ยน) เพื่อเข้าสู่หน้าจอตั้งค่า Router ซึ่งในกรณีนี้ใช้รุ่น EA7500 ในการอ้างอิง ส่วน Router รุ่นอื่นๆ จะมีการตั้งค่าที่ใกล้เคียงกัน อาจจะแตกต่างไปเล็กน้อยในเมนูแต่ละรุ่น เมื่ออยู่ที่หน้าจอตั้งค่า Router ให้คลิกที่เมนู Connectivity ที่อยู่ด้านซ้ายของหน้าจอ

0012. ในหน้าจอ Connectivity ให้ไปที่ Tab ที่ชื่อว่า Internet Setting ซึ่งอยู่ Tab ที่ 2

0023. หน้าจอการตั้งค่า Internet Setting นี้ ที่หัวข้อ Type of Internet Connection จะมีคำว่า Edit ต่อท้าย ให้คลิก เพื่อแก้ไขค่าได้เลย

0034. เมื่อคลิกที่ตัวเลือก จะพบโหมดในการทำงานต่างๆ ที่สามารถปรับได้ ให้เลือกหัวข้อ Bridge Mode เพื่อตั้งค่าเป็น Access Point

0045. เมื่อทำการเลือก Bridge Mode แล้ว จะมีตัวเลือกให้ 2 ส่วน คือ Obtain an IPv4 address automatically (DHCP) คือการรับการตั้งค่า IP Address จาก Router ตัวหลัก ซึ่งแนะนำให้เลือกหัวข้อนี้ แต่ถ้าหากว่าผู้ใช้ต้องการกำหนดค่า IP Address เอง ให้เลือกที่หัวข้อ Specify an IPv4 address ซึ่งสามารถตั้งค่า IP, Subnet Mask, Gateway และ DNS ได้เองทั้งหมด

005

สำหรับผู้ที่มีความรู้ด้านเครือข่ายอยู่แล้ว การกำหนดค่า IP เอง จะช่วยให้การบริหารจัดการเครือข่ายง่ายขึ้นในอนาคต

6. เมื่อตั้งค่าเรียบร้อยแล้วก็กด Apply ได้ทันที โดยจะมีหน้าจอแจ้งเตือนเรื่องการปรับเปลี่ยนโหมดการทำงาน ซึ่งสรุปได้ใจความว่าการปรับเป็น Bridge Mode นี้จะทำให้ IP ของ Router เดิมไม่ได้ใช้งานแล้ว แปลว่าจะไม่สามารถเข้าผ่าน 192.168.1.1 ได้แล้ว แต่จะเป็น IP ใหม่ตามที่ได้รับมาจาก Router หลัก หรือตามที่เราตั้งค่าไว้ในขั้นตอนที่แล้ว ให้เราตอบ Yes ไป

0067. เมื่อ Router เริ่มระบบใหม่และกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง เราจะสามารถเข้าผ่าน IP Address ที่ได้รับมาจาก Router หลัก ซึ่งสามารถเข้าไปตรวจสอบได้จาก DHCP Client List หรือใช้ IP Address ที่เราตั้งค่าไว้แทน ก็จะสามารถเข้าถึงเราเตอร์ได้เหมือนเดิม

0078. เมื่อ Login เข้ามา จะพบว่าฟังก์ชันการทำงานของ Router ในโหมด Access Point เหลือแค่นิดเดียว โดยหลักๆ คือการตั้งค่า Wireless เพื่อปล่อย WiFi เท่านั้น

0089. หน้าจอการตั้งค่า WiFi ยังเหมือนเดิม สามารถกำหนดชื่อ และรหัสผ่านได้ตามปกติ โดยแบ่งเป็น 2 คลื่นความถี่เหมือนเดิม

009

ในกรณีที่ต้องการปรับการตั้งค่าให้กลับมาเป็น Router เหมือนเดิม สามารถทำได้โดยการ Reset ค่า โดยการกดที่ปุ่ม Reset ด้านหลังเครื่อง หรือเข้าเมนู Troubleshooting แล้ว เลือก Reset ก็เป็นอันเรียบร้อย

010